แนะนำโรงคั่วเมล็ดกาแฟ

ป้ายยาเมล็ดกาแฟจากโรงคั่วคุณภาพ
ที่สาย
Specialty Coffee ห้ามพลาด!

ในช่วงที่เรายังคงต้องอยู่บ้านกันต่อไป คอกาแฟ Specialty Coffee ที่เป็น Home Brewer ก็ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน และหลังจากที่เราได้แนะนำ ขั้นตอนดริปกาแฟกินเองในยุคที่ต้อง Work from home กันไปแล้ว วันนี้เราเลยจะมาแนะนำเมล็ดกาแฟจากโรงคั่วคุณภาพให้เพื่อน ๆ กัน ใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะลองเมล็ดกาแฟจากโรงคั่วเหล่านี้ไปชงดื่มเองดีไหม ห้ามพลาดเลยนะครับ (แอบบอกว่ามีทั้งโรงคั่วในไทยและต่างประเทศเลยล่ะ)

ทำไมต้องเลือกเมล็ดกาแฟจากโรงคั่ว ?

ก่อนที่จะไปแนะนำเมล็ดกาแฟจากโรงคั่วต่าง ๆ นั้น สิ่งหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือ เราต้องรู้ความชอบของตัวเองว่าชอบดื่มกาแฟโทนไหน หากคุณเสพกาแฟมาสักพักแล้วก็น่าจะพอเดาทางของตัวเองกันถูก บางคนอาจชอบกาแฟที่มี Taste note ชัด (แต่ไม่เป็น Fake coffee) หรือบางคนก็ชอบสไตล์บอดี้บาง ๆ ดื่มง่าย
ซึ่งถามว่าแล้วมันเกี่ยวอะไรกับโรงคั่วล่ะ? แน่นอนว่าเมื่อโรงคั่วได้รับสารกาแฟ หรือ Green bean มาแล้ว มันมีปัจจัยหลายอย่างเลยที่จะทำให้เมล็ดกาแฟตัวนั้นออกมาเป็นอย่างไร เพราะแต่ละโรงคั่วกาแฟก็จะมีสไตล์การคั่วที่แตกต่างกันออกไป เท่ากับว่าถ้าเรารู้ว่าตัวเองชอบดื่มสไตล์ไหน แล้วจับแมตช์เข้ากับโรงคั่วที่นำเสนอเมล็ดกาแฟในแบบที่คุณตามหา เพียงเท่านี้เราก็จะได้สุนทรีย์กับกาแฟแล้ว

การคั่วเมล็ดกาแฟ

แต่สิ่งที่ Home Brewer มักจะหนักใจคือเลือกเมล็ดกาแฟกันไม่ถูกนี่สิ เอาล่ะ อย่างที่เราบอกไปว่าถ้าเรารู้สไตล์การดื่มของตัวเองแล้วมันจะเป็นแต้มต่อได้มาก คุณอาจจะไปตั้งต้นที่ประเทศแหล่งปลูกกาแฟก็ได้ เพราะแต่ละพื้นที่ก็จะให้คาแรกเตอร์ของเมล็ดกาแฟที่หลากหลายกันออกไป เช่น ใครที่ไม่ชอบดื่มกาแฟที่มีรสชาติเปรี้ยว โทนฟรุตตี้ อาจจะต้องหันไปทางเมล็ดกาแฟ Brazil, Guatemala หรือ Panama แทน เพราะกาแฟจากประเทศเหล่านี้มักจะมีรสชาติที่เปรี้ยวน้อย ดื่มง่าย จะออกไปทาง Chocolate และ Nutty ซะส่วนใหญ่

แล้วเคยสังเกตกันไหมเวลาที่เราไปดื่มกาแฟตามร้าน Specialty Coffee ถ้าทางร้านไม่ได้เป็นคนคั่วเมล็ดกาแฟเอง ก็มักจะมีเมล็ดกาแฟของโรงคั่วใดโรงคั่วหนึ่งเป็นประจำ นั่นเป็นเพราะเมล็ดกาแฟจะบ่งบอกถึงสไตล์ของร้านและคนชงได้ หากเราชอบไปดื่มกาแฟที่ร้านนั้นก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าเราจะถูกใจเมล็ดกาแฟของโรงคั่วที่ทางร้านเลือกใช้ ยังไงก็ลองสังเกตพฤติกรรมการดื่มของตัวเองกันดูนะครับ แต่เพื่อเป็นทางลัด เราเลยจะมาแนะนำโรงคั่วคุณภาพที่สาย Home Brewer ต้องลองสักครั้ง!

4 โรงคั่วเมล็ดกาแฟคุณภาพที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง

เมล็ดกาแฟ จาก Ickle Coffee Roasters
  1. เมล็ดกาแฟ จาก Ickle Coffee Roasters

สายกาแฟ Specialty คงจะคุ้นเคยกับโรงคั่ว Ickle กันเป็นอย่างดี แม้โรงคั่วอินดี้แห่งนี้จะอยู่ถึงประเทศออสเตรเลีย แต่คนคั่วก็เป็นคนไทยแท้ โดยสไตล์การคั่วเมล็ดกาแฟของที่นี่จะเน้นเรื่องคาแรกเตอร์ของกาแฟแต่ละตัว หากเป็นกาแฟตัวที่มีความ Ferment หรือ Anaerobic จะไม่ได้ออกสัมผัสของการหมักชัดเจนมาก จะสัมผัสได้เบา ๆ เลยทำให้ดื่มง่าย สบาย ๆ แต่ในอีกมุมสไตล์การคั่วของ Ickle จะไปในทาง Omni Roast ที่สามารถชงได้ทั้งกาแฟ Filter และ Espresso ซึ่งโรงคั่วหลายที่ในออสเตรเลียก็หันมาคั่วสไตล์นี้กันมากขึ้น

  • เหมาะกับคนที่กำลังมองหา หรืออยากสัมผัสการดื่มกาแฟสไตล์ใหม่ ๆ เพราะที่นี่จะคั่วกาแฟในอีกสไตล์ที่ในไทยไม่ค่อยทำกัน จะเรียกว่าเป็นสไตล์ออสซี่ก็ได้
  • สามารถหาซื้อได้ที่ https://www.icklecoffee.com/
    https://www.facebook.com/IckleCoffee/

    หรือร้านที่เสิร์ฟกาแฟจากโรงคั่ว Ickle เช่น https://www.facebook.com/medium.cnc
เมล็ดกาแฟ จาก The Barn Coffee Roasters
  1. เมล็ดกาแฟ จาก The Barn Coffee Roasters

แบรนด์กาแฟชั้นนำจากเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี โดยการเลือกใช้เมล็ดกาแฟของที่นี่จะเน้นไปที่ประเภท Single Origin เป็นหลัก ทำให้สไตล์การคั่วของ The Barn จะให้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสายพันธุ์นั้น ๆ ค่อนข้างมีแสตนดาร์ดคงที่ในทุก ๆ เมล็ดกาแฟที่โรงคั่วนำเสนอ นอกจากนี้โรงคั่ว The Barn ยังเป็นพันธมิตรกับแหล่งปลูกกาแฟมากมายทั่วโลก มีเมล็ดกาแฟจากหลายแหล่งปลูกให้เราได้ลิ้มลอง ซึ่งในเรื่องของคุณภาพนั้นก็ได้รับการการันตีด้วยรางวัล Best Specialty Coffee Roaster Europe & Middle East ในปี 2019 อีกด้วย

  • เหมาะกับคนที่กำลังมองหาเมล็ดกาแฟเพื่อนำมาชงดื่มเอง และต้องการความคงที่ในด้านคุณภาพ เพราะในทุก ๆ เดือนของการ Subscription จะได้รับกาแฟคุณภาพที่ไม่ทำให้ผิดหวัง
  • สามารถหาซื้อได้ที่ https://thebarn.de/

    แนะนำเป็นการ Subscription จะคุ้มค่าในด้านการจัดส่งมากกว่า เมื่อสมัครสมาชิกสำหรับบริการนี้แล้ว ทางโรงคั่วจะจัดส่งกาแฟมาให้ในทุก ๆ เดือน โดยสามารถยกเลิกการส่ง หรือปรับแต่ง เพิ่ม ลด เปลี่ยนประเภทกาแฟ ได้ตลอด ไม่มีการผูกมัด
ภาษีนำเข้าสารกาแฟ

ว่ากันด้วยเรื่อง ‘ภาษีนำเข้าสารกาแฟ’ โดยในแต่ละกลุ่มประเทศก็จะเสียไม่เท่ากัน ซึ่งในบ้านเราจะมีผู้ที่นำเข้าสารกาแฟ หรือ Green Bean เข้ามาอยู่แล้วเพียงไม่กี่เจ้า เพื่อให้โรงคั่วต่าง ๆ สามารถมารับต่อไปได้ (จะไม่ได้มีตัวเลือกหลากหลาย) หากโรงคั่วต้องการสารกาแฟตัวอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ จะต้องเสียภาษีนำเข้าแยกออกไป ทำให้เป็นข้อจำกัดของการนำเข้าเมล็ดกาแฟที่หลากหลายในไทย - ฉะนั้น เมล็ดกาแฟตัวไหนที่ดูแปลกตาจากท้องตลาดไป อยากให้เข้าใจถึง Fixed cost ด้วย อย่างบางตัวที่ราคาสูง โรงคั่วเขาก็ซื้อมาสูงเช่นเดียวกัน

เมล็ดกาแฟ จาก Livid Coffee Roasters
  1. เมล็ดกาแฟ จาก Livid Coffee Roasters

โรงคั่วกาแฟเล็ก ๆ ของคนไทยเราเองที่โคตรตั้งใจทำและมีสไตล์ที่ชัดเจนตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดกาแฟ โดยจะเลือกกาแฟที่ชิมแล้วชอบเท่านั้น ซึ่งกาแฟที่ทางโรงคั่วชอบและเลือกมาจะเน้นความสะอาดและหวานเป็นหลัก ไม่ได้เน้นว่าจะต้องเป็นกาแฟนอก หรือกาแฟไทยเท่านั้น สิ่งที่โรงคั่ว Livid ทำคือการรักษารสชาติของกาแฟไว้ให้ได้มากที่สุด แล้วส่งสารให้ผู้ดื่มเข้าใจได้อย่างไม่ซับซ้อน จุดเด่นของที่นี่นอกจากจะเป็นการคั่วอ่อน บาง ๆ สไตล์นอร์ดิกแล้ว ยังมีการพรีเซนต์เมล็ดกาแฟแต่ละตัวที่ได้คัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน บางตัวก็โคตรหายาก หรือไม่ก็ไม่ค่อยมีใครเลือกมาทำ

  • เหมาะกับคนที่ชอบดื่มกาแฟที่มี Flavor เคลียร์ ชัด คลีน บอดี้บาง ๆ ถึงแม้จะเป็นกาแฟตัวที่มีความ Ferment ก็จะไม่ได้สัมผัสชัดจนเกินไป และที่สำคัญ ใครที่กำลังมองหากาแฟตัวที่แปลกใหม่ สารกาแฟอันโดดเด่นไม่เหมือนใครของ Livid ตอบโจทย์เลยล่ะ เพราะไม่ค่อยมีเจ้าอื่นเขาหาทำเท่ากับที่นี่
  • สามารถหาซื้อได้ที่ https://lividcoffeeroasters.com/
    https://www.facebook.com/lividcoffeeroastery/
    https://www.instagram.com/lividcoffeeroasters/

    มีบริการ LIVID’s SUBSCRIPTION BOX โดยจะคัดเลือกเมล็ดกาแฟที่น่าสนใจมาให้เดือนละ 2 ตัว คุ้มค่ากว่าซื้อแยก แถมมีคนเลือกเมล็ดกาแฟให้ด้วย
เมล็ดกาแฟ จาก NiP Roaster
  1. เมล็ดกาแฟ จาก NiP Roaster

อีกหนึ่งร้านกาแฟ Specialty ที่เป็นทั้งโรงคั่ว และที่ปรึกษาให้ร้านกาแฟต่าง ๆ มากมาย สำหรับใครที่เคยได้ลิ้มลองกาแฟของที่นี่กันแล้ว ก็คงไม่แปลกใจที่จะมีโรงคั่ว NiP โผล่มาในลิสต์แนะนำเมล็ดกาแฟนี้ด้วย เพราะทางทีมงานคัดสรรทุกเมล็ดให้ออกมาสวยงามในทุกถุงเลยทีเดียวเชียว ซึ่งการเลือกสารกาแฟของที่นี่จะมองหา Process หลักอย่าง Wash, Natural และ Honey แล้วเสริมพวก Special Process เช่น Anaerobic, Semi Carbonic หรือ Enzymatic เข้ามาด้วยเทรนด์ที่ผู้ดื่มหันมาสนใจมากขึ้น เพราะจุดเด่นของรสชาติที่เต็ม และชัดมากกว่าโพรเซสหลัก แต่ก็แลกมาด้วยการเสีย Complexity หรือมิติของกาแฟไป โดยสไตล์การคั่วของ NiP จะไปในทางคั่วกลาง ไม่อ่อน/เข้มจนเกินไป เพื่อให้เหมาะกับการชงในทุกรูปแบบ เน้น Flavor และ Taste note ที่ชัด แต่ไม่ถึงกับ Fake coffee

  • เหมาะกับคนที่ต้องการสัมผัส Flavor และ Taste note ของกาแฟที่ชัดเจน พร้อมกับคุณภาพของเมล็ดกาแฟที่รับรองว่าได้ไปจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน
  • สามารถหาซื้อได้ที่ https://www.facebook.com/nipcoffee.bkk
    https://shop.line.me/@nipcoffee
    https://shopee.co.th/nipcoffee

    สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกเมล็ดกาแฟตัวไหนดี สามารถทักไปสอบถามทางร้านได้เลย ซึ่งนอกจากเมล็ดกาแฟแล้วยังมีเครื่องดื่ม และอุปกรณ์การชงอื่น ๆ อีกด้วย

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เราจะเริ่มเห็นได้ชัดมากขึ้นว่าผู้ดื่มไม่ได้มองเมล็ดกาแฟเป็นเพียงแค่ ‘เมล็ดกาแฟ’ อีกต่อไป ซึ่งก่อนหน้านี้เราอยู่ในยุคกาแฟคลื่นลูกที่สาม หรือ Third Wave Coffee แต่ในขณะนี้วงการกาแฟเริ่มรันสู่ Fourth Wave Coffee ที่ผู้ดื่มหันมามองถึงต้นน้ำ และกลางน้ำมากขึ้น เพราะตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ทุกขั้นตอนมีความสำคัญเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด หากมีขั้นตอนใดที่คนทำละเลยไปก็จะส่งผลต่อรสชาติถึงผู้ดื่มที่อยู่ปลายน้ำได้

ปรึกษาและสอบถามข้อมูลบางส่วนจากคุณ Worapol Watanawech